แค้นนัก...รักหมดใจยัยครูสาว
วารีติกาล
Tags: โรแมนติก ความรัก คุณครู ตำรวจ นักต้มตุ๋น

เขาคือชายหนุ่มมหาเศรษฐีจอมเย็นชาผู้เป็นอัจฉริยะไอคิว 170 ที่รู้สึกเบื่อชีวิต อยากกลับไปเรียนมัธยมแก้เซ็งอีกครั้ง แต่ติดปัญหาอยู่ที่สองขาพิการจากอุบัติเหตุในอดีต จึงเป็นเหตุให้เขาได้พบกับ “เธอ” คุณตรูสาวคนซื่อจอมซุ่มซ่ามที่กำลังว่างงาน ภารกิจพิชิตใจ Home Teacher จึงอุบัติขึ้นอย่างไม่รู้ตัว...ท่ามกลางอันตรายที่ตามติดมาอย่างไม่มีใครคาดคิด!



จำนวนการเข้าชม : 423


ตอน: บทที่ 2 - อัจฉริยะจอมเย็นชา


รถยนต์คันหรูสีดำปลาบแล่นเข้ามาจอดหน้ามุขคฤหาสน์ของธนัชวิชญ์เมื่อเวลาเก้านาฬิกาตรง ชายหนุ่มบนวิลแชร์ไฟฟ้ากำลังนั่งอยู่ข้างหน้าต่างภายในห้องพักผ่อนส่วนตัว สองตาของเขาจับจ้องไปที่รถคันนั้น ประตูหลังฝั่งซ้ายมือของรถเปิดออกและพิสชาในชุดกระโปรงจับจีบสีชมพูบานเลยเข่ากับเสื้อเชิ้ตสีขาวสะพายกระเป๋าที่ถักจากไหมพรมก็ก้าวลงมา

แม้จะมองลงไปจากตรงนี้ซึ่งถือว่าไกลพอสมควร แต่ธนัชวิชญ์สามารถบอกได้เลยว่าคุณครูของเขากำลังมีเรื่องบางอย่างรบกวนจิตใจ สีหน้าของเธอแสดงความรู้สึกนั้นชัดเจน

หรือว่าเธอจะจำเราได้นะ...ธนัชวิชญ์พูดกับตัวเองในใจ

ธนัชวิชญ์สลัดความคิดจ้องมองหญิงสาวก้าวเท้ามาตามพื้นหินเกรนิตที่ทอดนำจากหน้ามุขสู่บันไดประตูห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ จังหวะการก้าวเเท้าบ่งบอกต่อชายหนุ่มว่าเธอไม่คุ้นเคยกับรองเท้าส้นเข็มอย่างที่สวมใส่ตอนนี้เท่าไหร่

และความคิดของธนัชวิชญ์ก็ถูกต้องเมื่อตอนที่พิสชากำลังจะก้าวขาขึ้นบันไดขั้นสั้นๆนั้น เธอก็เดินสะดุดขั้นบันไดและหกล้มเข่ากระแทกพื้น พิสชาร้องครางพร้อมกับบ่นอะไรงึมงัม เมื่อลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นออกจากชายกระโปรงแล้ว เธอก็ไม่ลืมที่จะลงโทษตัวเองด้วยการยกมือเขกศีรษะเบาๆ ฐานซุ่มซ่ามไม่ดูเวลา

“เป็นครูที่ไม่น่าเคารพสักเท่าไหร่เลยนะคะ” เสียงของแองจี้ดังขึ้นด้านหลังธนัชวิชญ์

ชายหนุ่มจ้องมองพิสชาจนเธอเดินขึ้นบันไดลับสายตาไป ก็บังคับวิลแชร์ไฟฟ้าให้หมุนกลับมาด้านหลัง

แองจี้ส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขาในมือของเธอถือถาดใส่แก้วนมสดอยู่หนึ่งแก้ว

“ที่จริงแล้วคุณวิชญ์ให้แองจี้สอนแทนก็ได้นะคะสมัยเรียนมัธยมเนี่ย แองจี้ได้ที่หนึ่งของห้องตลอด เวลาครูไม่อยู่ แองจี้ก็สอนเพื่อนๆ ทั้งชั้นแทนครู” หล่อนว่าเจื้อยแจ้วพลางยื่นถาดแก้วนมมาตรงหน้าชายหนุ่ม

ธนัชวิชญ์รับแก้วนมมาจิบ ฉีกยิ้มนิดหนึ่งแต่ไม่ตอบรับอะไร



++++++



การเริ่มต้นบทเรียนในวันนี้ระหว่างเขากับพิสชาต่างจากครั้งแรกที่เขาเป็นฝ่ายมารอเธอ แต่วันนี้เขาปล่อยให้พิสชาเป็นฝ่ายต้องนั่งรอเขาอยู่ในห้องสมุดบ้าง

ในขณะที่ธนัชวิชญ์เคลื่อนวีลแชร์ไฟฟ้าเข้าไปนั้น พิสชากำลังเลิกกระโปรงของเธอขึ้นมาเพื่อปิดพลาสเตอร์ยาลงบนบริเวณหัวเข่าที่หกล้มก่อนหน้านี้ และทันทีที่เห็นเขา เธอก็รีบดึงชายกระโปรงปิดลงพร้อมกับใบหน้าที่แดงซ่านเหมือนลูกมะเขือเทศ

“อรุณสวัสค่ะคุณวิชญ์" เธอรีบลุกขึ้นยืนค้อมศีรษะทักทายเขา ในมือถือพลาสเตอร์ลายโดราเอม่อนที่ยังไม่ทันได้ปิดบาดแผล

ธนัชวิชญ์ผงกศีรษะตอบอย่างเสียไม่ได้และพูดเสียงเรียบ"เปิดกระโปรงคุณให้ผมดูหน่อย"

"เอ๋?" พิสชาเลิกคิ้วสูงเบิกตาโตด้วยความตกใจ สองเท้าถอยกรูดไปจนแผ่นหลังติดชั้นวางหนังสือ "คุณวิชญ์ว่าอะไรนะคะ?"

"ผมอยากดูแผลคุณ- ที่หัวเข่าน่ะ- นี่ท่าทางจะคิดลามกอะไรอยู่สินะ" ธนัชวิชญ์ขึงตามองเธออย่างไร้ความรู้สึก กดปุ่นเคลื่อนวีลแชร์เข้าไปหยุดตรงหน้าเธอ แองจี้เดินตามเขาช้าๆ มาหยุดอยู่ด้านหลัง

“ไม่ใช่นะคะ” พิสชาปฏิเสธละล่ำละลัก ทั้งที่กำลังตกใจ คนบ้าอะไรจู่ๆ จะมาขอให้เธอเปิดกระโปรงให้ดู

“ผมบอกให้เปิดไง” ธนัชวิชญ์พูดด้วยน้ำเสียงออกคำสั่ง

“คะ...ค่ะ” พิสชาจำใจดึงชายกระโปรงขึ้นมาเหนือหัวเข่า รอยถลอกปรากฏในสายตาพร้อมกับเลือดที่ซึมออกมาซิบๆ

“แองจี้ เรียกจิดาให้มาพาคุณครูไปทำแผลซะ” ชายหนุ่มพูด หลังพินิจบาดแผลของหญิงสาวเรียบร้อย เขาก็หันหน้าไปทางอื่นและเคลื่อนวีลแชร์ไปที่ชั้นหนังสือโดยไม่ให้ความสนใจกับพิสชาอีก

“ฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ หกล้มจนชินแล้ว ไม่ต้องทำแผลหรอกนะคะ แค่นี้สบายมาก” พิสชาปล่อยชายกระโปรงลงที่เดิม พยายามพูดสดใสร่าเริงมากที่สุด

ธนัชวิชญ์เงยหน้ามองสันปกหนังสือที่เรียงรายอยู่บนชั้น ปากก็ตอบเธอว่า

“คุณลืมไปแล้วหรือไง ผมไม่ใช่แค่เด็กนักเรียนของคุณนะ แต่ผมยังเป็นคนจ่ายเงินจ้างคุณ เท่ากับว่าผมเป็นเจ้านายคุณ และเจ้านายก็มีสิทธิ์ออกคำสั่งได้ทุกอย่าง ถ้าคุณไม่ทำตาม ผมจะไล่คุณออก”

น้ำเสียงเย็นชาไร้อารมณ์ใดๆ ลอยมาเข้าหูของพิสชาอย่างเชื่องช้า คุณครูสาวก้มหน้าลงจ๋อยสนิท ทราบดีว่าคงไม่สามารถทำอะไรได้อีกนอกจากทำตามคำสั่งเขาเท่านั้น

เมื่อเด็กรับใช้นามจิดาที่เป็นคนนำทางพิสชามาห้องสมุดเมื่อวันก่อนพาตัวครูสาวออกจากห้องไปทำแผล ภายในห้องสมุดนั้นจึงหลงเหลือเพียงธนัชวิชญ์กับแองจี้สองต่อสอง ชายหนุ่มชี้ให้ผู้ดูแลส่วนตัวหยิบหนังสือเล่มที่ต้องการของมนัส จรรยงค์ บรมครูนักเขียนเรื่องสั้นของไทย

กลิ่นน้ำหอมสดชื่นลอยจากร่างของแองจี้เมื่อหล่อนเดินนำหนังสือเล่มที่เขาต้องการมาส่งให้ ธนัชวิชญ์กล่าวขอบคุณเบาๆ พร้อมกับสงสัยใจว่า พิสชาจะจำเรื่องราวอุบัติเหตุเมื่อสิบเจ็ดปีก่อนได้บ้างไหม...



++++++



ตั้งแต่กลับจากอเมริกามาเมื่อหกเดือนที่แล้ว ธนัชวิชญ์ก็ได้พบเรื่องราวที่ไม่คาดฝันมากมาย

เริ่มต้นจากการได้พบเจอเพื่อนเก่าอย่างแองจี้ซึ่งเป็นคนที่ ‘ปาป้าแจ็คสัน’ - พ่อบุญธรรมของเขา - ติดต่อให้มาดูแลเขาระหว่างอยู่ในไทย ตามมาด้วยคฤหาสน์หลังงามที่ปาป้าแจ็คสันก็เป็นคนซื้อไว้ให้เขาใช้อยู่พักผ่อนพร้อมคนขับรถและเด็กรับใช้สาวๆ สวยๆ เกือบสิบนางที่แม่ฮ่องสอนแห่งนี้

ที่ปาป้าแจ็คสันต้องทำอย่างนี้ก็เพราะตระหนักดีว่าธนัชวิชญ์คงกลับไปอเมริกาไม่ได้อีกนาน

ก็เขาเล่นร่วมมือกับหัวหน้าเอฟบีไอ(ซึ่งก็คือปาป้าแจ็คสันเองนั่นแหละ!) กวาดล้างมาเฟียชาวเวียดนามในลอส แองเจลิสยกก๊วนขนาดนั้น พวกลูกน้องมาเฟียที่ยังหลงเหลืออยู่ก็ต้องโกรธแค้นเขาเป็นธรรมดา มีข่าวลือว่าธนัชวิชญ์มีค่าหัวสำหรับพวกมันถึงหนึ่งแสนดอลล่าห์ทีเดียว

แต่มูลค่าหนึ่งแสนดอลล่าห์ เทียบไม่ได้เลยกับมูลค่าสมองของเขา

ธนัชวิชญ์เป็นชายหนุ่มที่คนอื่นๆ พากันเรียกขานว่าอัจฉริยะ เขามีความสามารถพิเศษในการเรียนรู้ภาษาต่างๆ ทั่วโลกได้สิบเจ็ดภาษา เชี่ยวชาญการถอดรหัสลับจากพวกอาชญากร มีความสามารถด้านการคำนวณเป็นเลิศ และยังคาดการความเคลื่อนไหวต่างๆ ในโลกธุรกิจอย่างทะลุปรุโปร่ง ธนัชวิชญ์กลายเป็นมหาเศรษฐีด้วยอายุเพียงสิบสี่ปีเมื่อเขาขอเงินพ่อบุญธรรมเป็นจำนวนเพียงห้าร้อยเหรียญเพื่อเริ่มต้นการเล่นหุ้น

ห้าร้อยเหรียญสหรัฐฯ แปลงมูลค่าเป็นห้าร้อยล้านบาทในระยะเวลาเพียงสามเดือน

แน่นอนว่าธนัชวิชญ์เรียนจบจากมหาวิทยาลัยและคว้าปริญญาตรีกับปริญญาโทตามลำดับทว่าหลากหลายสาขาในอายุสิบหกปี เมื่อมีทั้งเงินทองและชื่อเสียง แม้เขาจะพิการขา ต้องไปไหนมาไหนบนวีลแชร์ไฟฟ้าที่เขาออกแบบพิเศษด้วยตัวเอง แต่ก็มีหญิงสาวเข้ามาหาเขาไม่เคยขาดหาย

แต่ธนัชวิชญ์ไม่เคยสนใจ เพราะรู้ดีว่าพวกหล่อนเหล่านั้น เข้ามาก็ด้วยอยากได้เงินของเขา และอีกอย่าง เขาก็มีหญิงสาวที่ตัวเองรักอยู่แล้วคือฟานปิง เด็กสาวชาวจีนที่คอยดูแลอยู่ข้างๆ เขามาตั้งแต่ไปอยู่อเมริกาใหม่ๆ เมื่ออายุได้แปดขวบ

ธนัชวิชญ์เจอฟานปิงที่โรงเรียน เติบโตมาด้วยกัน กลายเป็นคนรักของกันและกัน

จนกระทั่งมาเฟียเวียดนามพวกนั้นจับตัวเธอไปกระทำย่ำยีและฆ่าเธอทิ้งในคืนหนึ่งของสองปีก่อน

นับแต่นั้นมา ธนัชวิชญ์ก็ใช้ชีวิตอยู่ในความมัวเมาเคล้านารี และไม่ลังเลทันทีที่จะขอเข้าร่วมกับพ่อบุญธรรมเพื่อเป็นคนวางแผนทำลายล้างแก๊งมาเฟียเหล่านั้นให้สิ้นซาก เขาทำสำเร็จเมื่อหกเดือนที่แล้ว แต่ก็ต้องระเห็จกลับมาอยู่ไทยเพราะไม่ปลอดภัยอีกต่อไปถ้าอยู่อเมริกา

กลับมาอยู่ไทย เจอเรื่องไม่คาดฝันขนาดไหน ธนัชวิชญ์ก็ไม่เคยคิดว่ามันจะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นถึงขั้นนี้

ขั้นที่เขาได้กลับมาพบพิสชา - อดีตเด็กหญิงเจ้าของแมวชิโร่ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาลคราวนั้น

เธอมาอยู่ที่แม่ฮ่องสอนได้อย่างไร?

เธอจะจำเขาได้ไหม?

พ่อแม่เธอไปอยู่เสียที่ไหนหมดแล้ว?

ธนัชวิชญ์คิดว่า หากมีโอกาส คงต้องลองหลอกถามเธอดูสักที



++++++



“ผมรู้สึกว่าวันนี้คุณดูแปลกๆ ไปนะ” ธนัชวิชญ์พูดกับพิสชาเมื่อเข็มนาฬิกาชี้เวลาว่าเกือบเที่ยง กำลังจะถึงเวลาพักกลางวันแล้ว ชายหนุ่มสังเกตพบว่า วันนี้หลังกลับมาจากทำแผลที่หัวเข่า เธอก็สอนหนังสือเขาอย่างตะกุกตะกักและยังแอบเหลือบมองเขาเป็นระยะๆ อีกด้วย

“ไม่มีอะไรนะคะ ฉันไม่ได้ทำอะไรแปลกๆ เลยนะคะ” พิสชารีบตอบลุกลี้ลุกลนยิ่งยืนยันความคิดของธนัชวิชญ์เข้าไปใหญ่

ธนัชวิชญ์ปิดหนังสือในมือฉับ สองตาจ้องมองใบหน้าสวยหวานเป็นธรรมชาติของฝ่ายตรงข้าม ดวงตาใสซื่อประสาคนมองโลกในแง่ดีและไม่มีวันที่จะทำร้ายใครได้คู่นั้น เตือนให้เขานึกถึงสายตาของฟานปิงขึ้นมาจับใจ

“คุณมีอะไรอยากจะพูดกับผมรึเปล่า?” ชายหนุ่มถาม

“อ๊า ไม่มีนะคะ ไม่มีอะไรเลยค่ะ” พิสชาส่ายศีรษะปฏิเสธ

“จริงเรอะ?”

"จริงค่ะ จริงมากที่สุดเลย” พิสชาพยักหน้าแข็งขัน

"อย่าลืมว่าผมเป็นเจ้านายคุณ ผมสั่งอะไรคุณต้องทำตาม” ธนัชวิชญ์พูดเสียงดังขึ้น “เอาล่ะ ผมต้องการทราบว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ ถึงได้มองผมเหมือนคิดอะไรสักอย่าง ถ้ามีอะไรก็พูดออกมา ไม่อย่างนั้นผมจะถือว่าคุณกำลังคิดไม่ดีกับผมอยู่”

"เปล่านะคะ ฉันไม่ได้คิดอะไรไม่ดีกับคุณวิชญ์เลย” พิสชาลุกขึ้นยืนด้วยความแตกตื่น “เพียงแต่ว่า คุณวิชญ์ทำให้ฉันนึกถึง – อ่า – นึกถึงเพื่อนสมัยเด็กๆ คนหนึ่ง”

หัวใจของธนัชวิชญ์เต้นตึกตัก “ใครล่ะ เพื่อนคุณคนนั้น?"

พิสชาเงียบไปครู่หนึ่ง คล้ายครุ่นคิดอะไรสักอย่าง แล้วเธอก็อ้อมแอ้มกล่าวออกมา “คุณวิชญ์คะ ก่อนที่ฉันจะตอบอะไร ฉันขออะไรสักอย่างจะได้ไหมคะ?"

"จะขออะไรล่ะ?" ธนัชวิชญ์ถาม

"ขอฉันดูต้นคอของคุณหน่อยได้มั้ยคะ!" พิสชาหลับตาพูด โค้งให้เขาอย่างขออนุญาตเพราะตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว

“เฮ้ย มาขออะไรพิลึกๆ แบบนั้น” ชายหนุ่มว่า

แต่พิสชาเดินเข้ามาแล้ว

“ขอดูหน่อยเดียวนะคะ หน่อยเดียวจริงๆ” เธอพูดอย่างเกรงใจ ยกมือขึ้นมาทำท่าทำทางประกอบคำพูด

ธนัชวิชญ์กดปุ่นถอยหลังวีลแชร์มาจนชิดชั้นวางหนังสือ พิสชาก้าวเข้ามายืนจังก้าขวางหน้า ชายหนุ่มออกคำสั่ง

“ผมไม่ให้คุณดูอะไรทั้งนั้น ถอยไปซะ”

“ไม่ค่ะ ฉันจะไม่ถอยไปไหน” พิสชาหัวเราะแหะๆ “ขออนุญาตนะคะ”

แล้วเธอก็พยายามเดินอ้อมเข้ามาเพื่อดูต้นคอของเขา โชคร้ายที่ผมด้านหลังของธนัชวิชญ์ยาวระต้นคอพอดี พิสชาจึงไม่สามารถมองเห็นปานของเขาได้นอกจากเธอจะใช้มือแหวกผมของเขาออกเท่านั้น

แต่เขาไม่ยอมให้เธอทำอย่างนั้นหรอก

ธนัชวิชญ์ยังไม่อยากให้พิสชารู้ว่าเขาเป็นเด็กผู้ชายคนนั้น...อย่างน้อยก็ตอนนี้

ชายหนุ่มกางมือขวากั้นเธอเอาไว้และพูด

“ถ้าคุณแตะต้องตัวผมแม้แต่นิดเดียว ผมไล่คุณออกแน่”

“แต่ฉันอยากดูจริงๆ นะคะ ฉันอยากรู้ว่าคุณมีปานที่คอเหมือนเพื่อนฉันหรือเปล่า” พิสชาเสียงอ่อยลง

ธนัชวิชญ์มองตรงไปข้างหน้าที่โต๊ะกลางห้องสมุด นัยน์ตาของเขาเป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่ความเย็นชาก็แผ่ตัวลงครอบครองนัยน์ตาแข็งกล้าคู่นั้นอย่างรวดเร็ว

“ผมไม่ใช่เพื่อนคุณหรอก” เขากล่าว

“แต่ว่า...” พิสชายกสองมือประสานกันด้วยความเคยชินเวลารู้สึกอึดอัด

ฉับพลันนั้น ธนัชวิชญ์ได้ยินเสียงดัง 'ป๊อก' ก่อนที่พิสชาจะอุทานในวินาทีต่อมาว่า

“ว๊ายแม่หก?!”

สิ่งต่อมาที่ชายหนุ่มรับรู้คือหญิงสาวสูญเสียการทรงตัว เธอล้มลงมาบนตักของเขา สองขาลอยขึ้นจากพื้น และคงหงายเงิบกลิ้งตกลงไปแน่หากเขาไม่ช้อนมือรับร่างบางของเธอเอาไว้

ถึงแม้จะใช้วีลแชร์ไฟฟ้า แต่สองแขนของธนัชวิชญ์กลับแกร่งกำยำจนใครหลายคนอดประหลาดใจไม่ได้

“หวาๆๆๆ”

พิสชาหลับตาปี๋ สองแขนโอบรอบคอของชายหนุ่มเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวโดยอัตโนมัติ

ธนัชวิชญ์ยิ้มน้อยๆ เมื่อเผลอตัวจ้องมองวงหน้างามที่อยู่ห่างเพียงนิดเดียว

ทันใดนั้น ประตูห้องสมุดเปิดออกและแองจี้เดินเข้ามา

“คุณวิชญ์คะ ได้เวลาทานมื้อเที่ยง...แล้วค่ะ”

ท้ายประโยคของหล่อนมีอาการสะดุดเล็กน้อย ด้วยภาพตรงหน้าที่พิสชานั่งอยู่บนตักธนัชวิชญ์ กระโปรงสีชมพูร่นขึ้นมาเห็นขาอ่อนเนียนขาวไร้ตำหนิ สองแขนโอบรอบคอชายหนุ่มคล้ายต้องการโน้มศีรษะเขาลงมา สองมือของธนัชวิชญ์ก็โอบกอดเธออยู่ มันไม่สามารถทำให้แองจี้คิดเป็นอื่นไปได้เลยนอกจากว่าพวกเขากำลัง...

“นี่คุณ จะนั่งทับผมอีกนานมั้ย?” ธนัชวิชญ์ส่งเสียงเย็นชาออกมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นั่นเองพิสชาจึงได้สติ เธอลืมตาขึ้นมอง เมื่อพบว่าตนเองกำลังนั่งโอบคออยู่บนตักของชายหนุ่ม สองแก้มขาวก็แดงเรื่อด้วยความอับอาย เธอรีบเหวี่ยงขาลงจากพนักพิงด้านข้างของวีลแชร์ สัมผัสการเคลื่อนไหวของเธอปลุกความรู้สึกหวิววามของธนัชวิชญ์โดยไม่ตั้งใจ แต่ธนัชวิชญ์ก็ยังคงไม่ได้มีสีหน้าผิดแผกไปจากเดิม เมื่อพิสชาลุกออกจากตักและยืนเบื้องหน้าเขา ธนัชวิชญ์ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมจู่ๆ เธอถึงล้มคะมำลงมาใส่ตักเขาได้

ตอนนี้พิสชากำลังยืนด้วยขาที่ข้างขวายาวกว่าข้างซ้าย

ส้นเข็มรองเท้าข้างซ้ายของเธอมันหักนี่เอง มิน่าถึงได้ล้มไม่เป็นท่า

ธนัชวิชญ์พยายามกลั้นขำอย่างสุดความสามารถเมื่อเห็นพิสชาเดินโขยกเขยกเหมือนคนขาเจ็บมาหยุดยืนข้างเขาเพื่อก้มเก็บส้นรองเท้าที่หักกลางคันชิ้นนั้น

“ว่าแล้วเชียว ไม่ได้ใส่นานคุณภาพเสื่อมซะแล้ว ของเสิ่นเจิ้นนี่มันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ แฮะ” เธอบ่นงึมงัมกับตัวเอง

“ถ้าไม่ถนัดใส่ส้นสูง วันหลังคุณไม่ต้องใส่มาก็ได้” ชายหนุ่มพูด เคลื่อนวีลแชร์ไฟฟ้าห่างออกมาจากเธอ “ผมไม่ชอบทรมานใคร แต่งตัวตามที่ใจคุณต้องการเถอะ”

“แม่ครัวเตรียมอาหารไว้ให้แล้วค่ะ” แองจี้ค้อมศีรษะพูดกับเขาเมื่อธนัชวิชญ์เคลื่อนกายไปหยุดข้างหล่อน

“อื้อ” ชายหนุ่มรับคำ ปรายตามองไปด้านหลังแวบหนึ่งก่อนสั่ง “หารองเท้าคู่ใหม่มาให้คุณครูของผมด้วย”

“ค่ะ” แองจี้ค้อมศีรษะรับคำสั่ง

แล้วเขาก็เคลื่อนวีลแชร์ออกไปจากห้องสมุด

แองจี้หันขวับกลับหลังมองมาที่พิสชา คุณครูสาวถอดรองเท้าข้างที่ส้นหักออกแล้ว แต่ดันใส่ข้างที่ปกติเอาไว้ เธอจึงยังกลายเป็นคนที่ขาสั้นข้างยาวข้างอยู่เหมือนเดิม

ถ้าเป็นคนอื่นเห็นคงเกิดอาการขบขันความซุ่มซ่ามที่ออกจะเฟอะฟะของพิสชา

แต่คนนั้นไม่ใช่แองจี้คนหนึ่งล่ะ

หล่อนจิกสายตาหลังแว่นตาไร้กรอบมองพิสชาอย่างประเมินค่า เหมือนเวลาที่คนเราประเมินค่าคู่แข่งของตัวเอง

พิสชายิงฟันยิ้มกว้างตอบกลับผู้จ้องมองอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่

แองจี้ยิ้มมุมปากให้เธอและหมุนตัวเดินออกจากห้องสมุดโดยไม่พูดอะไรสักคำ

“อะไรของเค้านะ” พิสชาพูดอย่างงุนงง “แปลกคนชะมัด”

แล้วท้องของหญิงสาวก็ร้องครางด้วยความหิว ถึงเวลาอาหารเที่ยงแล้ว ปกติที่โต๊ะอาหารแม่ครัวจะเตรียมอาหารเผื่อไว้สำหรับเธอด้วยนี่นา

พิสชาออกเดินได้สองก้าวก็ต้องถอดรองเท้าอีกข้างที่เหลืออยู่ออก เพราะเพิ่งสังเกตว่ามันทำให้เธอเดินไม่ถนัด

“วันนี้จะมีเมนูอะไรอร่อยๆ บ้างน้า” เธอพูดเสียงใส กึ่งเดินกึ่งกระโดดก้าวออกจากห้องสมุดพร้อมหิ้วรองเท้าในมือด้วยความร่าเริงยิ่งนัก




เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 18 พ.ค. 2556, 09:48:59
แก้ไขครั้งล่าสุด : 18 พ.ค. 2556, 09:48:59

จำนวนการเข้าชม : 423





<< บทที่ 1 - คุณครูพิสชา   บทที่ 3 – แขกที่ไม่ได้รับเชิญ >>
ไม้เอก  18 พ.ค. 2556, 12:45:15  
อุ้ยยย คุณวิชญ์จำ นู๋พิสได้ด้วยหรอเนี่ย ^^


หมูน้อยอวกาศ  18 พ.ค. 2556, 15:36:29  
รีบๆมาอัพต่อนะคะ ^^


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account