พันตะวันสาดแสงรัก

กนกนารี

พันตะวัน รัตนเลิศ
หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำ ข้าราชการยุคใหม่ที่เชื่อมั่นในแนวทางการอนุรักษ์และจัดการป่า ควบคู่กับการพัฒนาคน พัฒนาชุมชน แก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้านการใช้ทรัพยากรระหว่างรัฐกับชาวบ้านในเขตพื้นที่ป่าต้นน้ำด้วยสันติวิธี แต่เรื่องหัวใจเขากลับไม่รู้ว่าจะใช้แนวทางใดที่จะจัดการ ในเมื่อปมขัดแย้งมันขมวดเกลียวอยู่ลึกๆ




ตอน: บทที่ 6 : ถึงหน่วยจัดการต้นน้ำขุนดง

ขอบคุณสำหรับการติดตามและทุกเมนต์ค่า ^_____^

บทที่ 6


พันตะวันขับรถพาพัทธมนออกจากบ้านที่เพชรบูรณ์ในเวลาประมาณเกือบสี่โมงเย็น ชายหนุ่มเหยียบคันเร่งมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ แวะปั๊มน้ำมันสองแห่งและกินข้าวเย็นในร้านอาหารที่ผ่านไปในเวลาหกโมงกว่าแล้วจึงออกเดินทางต่อ ตลอดเส้นทางนั้นคนขับคอยดูแลถามไถ่ผู้โดยสารสาวบ่อยครั้งให้สมกับที่ตาตุ่นกับยายดวงพรฝากฝังราวกับเป็นหลานสาวของตัวเองจนแทบจะลืมหลานชาย

“ขับรถดีๆ ล่ะ อย่าตีนผีให้มันมากนัก รู้ซะมั่งว่าคนนั่งไปด้วยน่ะผู้หญิง” ตาตุ่นเตือนมาอย่างดีก่อนออกจากบ้าน

“แล้วก็อย่าลืมพาหนูผึ้งกลับมาเที่ยวบ้านเราอีกล่ะ ไปถึงโน่นแล้วก็ดูแลเรื่องบ้านพัก อาหารการกินให้ดีๆ อย่าให้ขาดตกบกพร่อง อย่าใช้งานน้องให้เกินเงินเดือนรู้หรือเปล่า ถ้าขืนกลับมาแล้วเห็นว่าปล่อยให้ผอมหัวโตล่ะก็ยายจะเอาไม้ตะพดเคาะกะโหลก” ยายดวงพรสำทับมาอีก

เขาอยากจะหัวเราะให้ดังๆ เมื่ออยู่ๆ ก็กลายเป็นลูกหมาตกกระป๋องของยายดวงพรทั้งที่ตั้งแต่เล็กจนโตยายดวงพรรักและเอาอกเอาใจเขาตาตุ่นแตะเป็นไม่ได้ แล้วดูตอนนี้สิ!

“ยาย...ผมน่ะหลานนะครับ หลานชายแท้ๆ เลย แต่ก่อนอย่างดีก็ก้านมะยม เดี๋ยวนี้เล่นไม้ตะพดเลยเรอะ”

“งั้นเปลี่ยนเป็นกะลา”

“เบาๆ หน่อยยายดวงพร นายโตน่ะมันระดับหัวหน้าแล้วนะ เอาก้านมะยมอย่างเดิมน่ะดีแล้ว” ผู้เป็นตาว่าไปโน่น

ไม่ได้ต่างกันเล๊ย ทั้งสองคน พันตะวันยิ้มขำๆ เมื่อนึกถึง เขาเหลือบไปมองหญิงสาวก็เห็นเธอหลับเงียบไปแล้ว ก็น่าอยู่หรอกในเมื่อนี่มันสี่ทุ่มแล้ว สักพักก็ได้ยินเสียงขยับตัวจึงเหลียวไปมองเห็นหญิงสาวยกสองมือขึ้นกอดอก พันตะวันหรี่แอร์ลงแล้วเอื้อมมือไปหยิบเสื้อแจ็กเก็ตที่อยู่ตรงเบาะไปคลุมให้ หญิงสาวเอ่ยพึมพำเสียงงัวเงีย

“ขอบคุณค่ะ”

“ผมจะแวะปั๊มสุดท้ายก่อนขึ้นดอยแล้ว คุณเข้าห้องน้ำห้องท่า อีกสักสองชั่วโมงก็ถึงแล้ว คราวนี้จะได้พักผ่อนสบาย”

พัทธมนดึงเสื้อให้จรดคอ มองออกไปนอกหน้าต่าง นึกถึงมือถือที่ปิดตั้งแต่ขึ้นรถออกจากเพชรบูรณ์แล้วก็ระบายลมหายใจยาว ป่านนี้แม่จะห่วงเธอบ้างไหม จะโทรหาเธอบ้างหรือเปล่า ส่วนกิรณาพัทธมนแน่ใจว่าฝ่ายนั้นต้องโทรหาเธออย่างแน่นอน และคนต่อไปก็คือน้ำปิง บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าเพื่อนทั้งสองคนรักและห่วงเธอมากกว่ามารดาเสียอีก

แสงไฟตามยามราตรีส่องสว่างเห็นตึกอาคารกระจายตัวกันค่อนข้างหนาแน่นเมื่อเข้าสู่ตัวชุมชนเมือง เพียงแต่รถราไม่ได้หนาแน่นเหมือนที่กรุงเทพฯ เมื่อเขาจอดรถที่ปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่เธอก็เดินเข้าห้องน้ำในขณะที่ชายหนุ่มแยกไปที่ร้านเซเว่นอีเลเว่น

ไม่ถึงสิบห้านาทีพันตะวันก็กลับมาพร้อมถุงข้าวของหลายถุง เขาไปห้องน้ำบ้างก่อนจะเคลื่อนรถออกจากแหล่งชุมชนเมืองและมุ่งสู่ดอยซึ่งเป็นที่ตั้งที่ทำงาน โดยผ่านเส้นทางคดเคี้ยวหลายโค้งจนสุดจะนับก่อนจะจอดลงในที่ๆ หนึ่ง

พัทธมนลืมตาตื่น เธอเห็นพันตะวันเปิดประตูรถลงจากรถเดินไปเอาไม้ยาวทาสีขาวสลับแดงที่กั้นทางเข้าหน่วยขึ้น จากนั้นกลับมาประจำที่ขับรถเข้าไปข้างในเขต เขาหยุดรถแล้วลงไปปิดด่านไว้ตามเดิม จากนั้นก็ขับรถเข้าไปจอดข้างอาคารแห่งหนึ่ง บรรยากาศรอบตัวมืดมิดเห็นเพียงต้นไม้เป็นเงาตะคุ่ม อาศัยแสงไฟหน้ารถทำให้เห็นว่าอาคารหลังนั้นทำด้วยปูน มองนาฬิกาที่หน้าจอรถเห็นเป็นเวลาเที่ยงคืนนิดหน่อย

พันตะวันหันมาบอกเธอ

“ถึงบ้านพักแล้ว เดี๋ยวเราเอาข้าวของๆ คุณขึ้นบ้านก่อน ผมผมลืมโทรมาบอกไว้ก่อน คนงานเลยไม่เปิดไฟที่บ้านไว้ให้เลย มืดหน่อยนะ”

พัทธมนเห็นหน้าคนพูดแล้วก็นึกทึ่งในใจ ดูเขาไม่มีท่าทีอ่อนเพลียเท่าใดนัก ทั้งๆ ที่ขับรถมาตั้งไกล ในขณะที่เธอสิ ทั้งเมื่อยล้า อ่อนเพลียไปหมด เธอม้วนเสื้อแจ็กเก็ตวางไว้ข้างตัวก่อนจะเปิดประตูรถออกไปแล้วก็ต้องห่อปาก เมื่ออากาศหนาวพุ่งเข้ามาปะทะกายจนเผลอดึงประตูรถเข้ามา พึมพำเสียงสั่น

“หนาวจัง”

“ใส่เสื้อไว้ก่อนสิ อากาศหนาวมาก คุณยังไม่ชินเดี๋ยวจะไม่สบายไป คนหลายคนจะดุผมเอาอีก” เขาบอกอย่างห่วงๆ ระคนหยอกเย้า

หญิงสาวทำตามโดยไม่รีรอ โดยไม่ได้นึกรังเกียจรังงอนว่าเป็นเสื้อผู้ชาย ไม่รู้สินะว่าทำไมเธอถึงไม่รังเกียจ อาจเป็นเพราะกลิ่นหอมจางๆ ที่กรุ่นจากเสื้อตัวนี้กระมัง แต่แค่กลิ่นมันทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยได้ขนาดนี้เลยหรือ

เสียงปิดประตูรถอีกด้าน ตามด้วยเสียงกุกกุกด้านหลังทำให้พัทธมนเดินไปยังกระบะท้ายบ้าง เธอเห็นว่าที่เจ้านายยกกระเป๋าเสื้อผ้าเธอออกมาโดยอาศัยเพียงแค่แสงไฟหน้าหม้อรถยนต์ จากนั้นจึงเดินอ้อมมาหาเธอที่ยังยืนเกาะขอบกระบะอย่างไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี

“ขึ้นบ้านก่อนเถอะ เดี๋ยวผมกลับมาเอาของให้เอง”

เมื่อเห็นว่าหญิงสาวยืนรีรออยู่ เขาจึงเอารวบกระเป๋าไปถือด้วยมือข้างเดียว อีกข้างหนึ่งเอื้อมมาแตะเบาๆ ที่แขนเธอแล้วพาเดินไปตามทางมืดๆ ข้างบ้านหลังนั้น

เพราะจุดที่เดินอยู่มืดมิดเธอจึงมองเห็นแสงไฟจากที่ใดที่หนึ่ง มันมาจากพื้นที่ต่ำลงไปจากจุดนี้ประมาณห้าสิบเมตร เพราะมัวแต่มองขาพัทธมนจึงสะดุดเข้ากับวัตถุหนึ่งที่ขวางทาง

“อุ๊ย!” เธอร้องอุทานออกมา

มือแข็งแรงของคนข้างตัวรวบเอาแขนและลำตัวเธอไปชิดตัวเขาก่อนที่จะล้มคะมำไปข้างหน้า แต่บังเอิญว่าแขนข้างนั้นเป็นข้างที่ถูกวิมลินกรีดสร้างรอยแผลไว้ให้จดจำจึงอุทานออกมาอีกครั้งอย่างเจ็บปวด

“โอ๊ย”

“โอ๊ะ ขอโทษที ผมไม่ได้ตั้งใจ โดนแผลใช่ไหม เจ็บมากหรือเปล่า” พันตะวันอุทานอย่างตกใจและรีบปล่อย ก็เขาไม่อยากให้ถูกมองว่าเป็นคนฉวยโอกาสนี่นะ

หญิงสาวสูดปากก่อนจะตอบว่า “นิดหน่อยค่ะ”

“คุณยืนรอนิ่งๆ ตรงนี้ก็แล้วกัน ผมจะไปเปิดไฟ อย่ากลัวนะ”

ทั้งที่ปวดแผลเพราะถูกกระตุ้นโดยไม่ตั้งใจพัทธมนก็ยังอดยิ้มไม่ได้ เขาพูดยังกับว่าเธอเป็นเด็กน้อยอย่างนั้นแหละ ตอนนี้สายตาเธอเริ่มชินกับความมืดบ้างนิดหนึ่ง อึดใจไฟก็สว่างพรึ่บขึ้นมา สิ่งปลูกสร้างที่เห็นในความมืดชัดเจนขึ้นในสายตา มันเป็นบ้านพักชั้นเดียวแต่ยกพื้นสูง มีบันไดขึ้นสี่ห้าขั้น จากด้านที่ยืนอยู่มีระเบียงโล่งปูด้วยกระเบื้อง ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าถิ่นดูไม่ยี่หระต่อสภาพอากาศ เขาวางกระเป๋าแล้วไขกุญแจบ้านเปิดประตูออกกว้าง จึงค่อยเดินกลับลงมาหาเธอ เอ่ยชวนเสียงอ่อนโยน

“หนาวแย่แล้ว ขึ้นข้างบนกันเถอะ”

สถานที่แห่งใหม่ทำให้ตาสว่างเธอถอดรองเท้าแล้วเดินตามชายหนุ่มเข้าไปข้างใน เจอกับชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้เยื้องมาทางเตาผิงซึ่งอยู่มุมห้องด้านหนึ่ง ถัดไปอีกด้านน่าจะเป็นมุมทำงานเพราะมีโต๊ะคอมพิวเตอร์กับเครื่องปริ้นเตอร์ตั้งอยู่ ถัดไปเป็นชั้นไม้มีหนังสือเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ บ้านพักหลังนี้ใหญ่สะอาดสะอ้านและมีสิ่งอำนวยความสะดวกราวกับมีคนอยู่ก่อนแล้ว...

“แล้วคุณพักที่ไหนเหรอคะ” เธอหันมาถามสิ่งที่กังขาอยู่ในความใจ

“ที่นี่เป็นบ้านพักของหัวหน้าหน่วย เพราะฉะนั้น...ผมก็พักที่นี่แหละ ส่วนข้างล่างโน้นที่เห็นแสงไฟอยู่เป็นเรือนแถวคนงานกับบ้านพักของเจ้าหน้าที่ แต่ก็มีคนพักอยู่เต็มหมดแล้ว ไม่ต้องคิดมากหรอก บ้านหลังนี้มีตั้งหลายห้อง และยังสะดวกสบายกว่าบ้านหลังอื่นมากนัก”

พันตะวันให้ความกระจ่างเธอพร้อมเหตุผลที่เธอต้องพักที่นี่ด้วยกัน!

เธอไม่ได้ห่วงเรื่องความสะดวกสบายหรอก แต่เธอห่วงเรื่องความปลอดภัยจากเขามากกว่า หวังว่าเขาจะไม่คิดทำอะไรอย่างที่พิทักษ์ทำกับเธอ ถึงจะตั้งใจว่าจะเดินหน้าสู้กับอนาคต แต่เรื่องการพักบ้านเดียวกันกับชายหนุ่มที่ดูทรงพลัง และก็...มีเสน่ห์ ไม่ได้อยู่ในความคาดหมายของเธอเลย

พันตะวันหิ้วกระเป๋าของพัทธมนเดินไปเปิดประตูห้องๆ หนึ่งออกกว้างจนเห็นเตียงนอนขนาดสามฟุตครึ่งตั้งห่างจากผนังห้องเล็ก เขาวางกระเป๋าให้ข้างประตูแล้วบอกว่า “คุณพักห้องนี้นะ มีห้องน้ำในตัว ส่วนผมพักฝั่งโน้น”

‘ฝั่งโน้นของเขา’ อยู่คนละฟากกับห้องของเธอ เมื่อมองตามมือของเขาก็เห็นประตูสองบานอยู่ใกล้ๆ กัน

“เดี๋ยวฉันลงไปเอาของ” เธอเอ่ยเมื่อนึกขึ้นได้

“ไม่ต้อง เดี๋ยวผมไปเอาขึ้นมาให้ รออยู่ตรงนี้แหละ”

บอกพลางยกมือห้าม ว่าแล้วก็กลับลงไปขนข้าวของเธอมาไว้บนบ้านพักอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่วจนพัทธมนนึกละอายใจขึ้นมาแวบหนึ่ง เขาจะเป็นเจ้านายของเธอแต่กลับทำโน่นนี่ให้แทบทุกอย่าง

“โอเค หมดแล้ว คราวนี้ก็อาบน้ำเสีย ในห้องน้ำมีน้ำอุ่นพร้อม” พนักงานขนของกิตติมศักดิ์พูดขณะยืดตัวขึ้นหลังจากวางขาตั้งวาดภาพลงข้างผนังเรียบร้อย เรือนร่างแข็งแรงทรงพลังที่ยืนตรงหน้าท่ามกลางความเงียบสงบในถิ่นใหม่สร้างความหวั่นใจแปลกๆ ให้พัทธมน

“ขอบคุณมากนะคะ” เธอเอ่ยเบาๆ พลางก้าวถอยห่างเล็กน้อย หมุนตัวเดินเข้าห้อง

“เสร็จแล้วออกมาข้างนอกนะ ผมจะล้างแผลให้” เขาบอกไล่หลัง

พัทธมนหันกลับไปปฏิเสธ “เดี๋ยวฉันจัดการเองค่ะ” เธอเห็นแล้วว่าตู้ยาอยู่ตรงผนังด้านหนึ่ง เรื่องแค่นี้ไม่น่าจะถึงมือระดับหัวหน้า

“อย่าดื้อสิ ต่อให้ล้างแผลได้เอง คุณก็ปิดแผลเองไม่ถนัดหรอก” พันตะวันยังยืนยันเสียงหนักติดจะดุเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายชักจะทำเป็นอวดเก่ง

“ฉันทำเองได้จริงๆ ค่ะ” ไม่ได้ตั้งใจจะเถียง แต่เธอเกรงใจเขา

“นี่จะดื้อแพ่งกันตั้งแต่วันแรกใช่ไหม ลืมไปแล้วเหรอว่าผมถูกฝากฝังมาให้ดูแลอย่างดีนะ” ว่าแล้วก็ยกมือขึ้นกอดอกเอนตัวพิงโต๊ะตีหน้าเคร่งใส่

ท่าทางเหมือนครูเข้มงวดเตรียมหยิบไม้เรียวมาทำโทษเด็กดื้อ ทำให้พัทธมนนึกไปถึงตอนที่เขาโอดครวญกับตาและยายของเขา หญิงสาวนึกถึงคำพูดฝากฝังจากคนชราที่น่ารักทั้งสองแล้วก็คิดว่าตอนนี้เขาคงกำลังทำตามคำฝากฝังของคนทั้งสองกระมัง

“แต่นี่เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องงาน ฉันทำเองได้”

“ดื้อ”

“ขอตัวก่อนนะคะ” เธอไม่สนใจแถมยังเดินไปเปิดประตูเข้าห้องหน้าตาเฉย

“ผึ้ง!”

หญิงสาวรีบปิดประตูกดล็อคลูกบิด เสียงเรียกดุๆ นั้นทำให้รอยยิ้มที่มุมปากผุดขึ้นเล็กน้อย

*****************

พัทธมนไม่อยากอาบน้ำเพราะอากาศหนาวจับใจ แต่เพราะเหนียวตัวประกอบกับเห็นว่ามีน้ำอุ่นเธอจึงรีบทำความสะอาดร่างกายอย่างรวดเร็วแม้จะทุลักทุเลกับแผลอยู่บ้างเนื่องจากต้องระวังไม่ให้ถูกน้ำ ความจริงแล้วก็ไม่อยากเสี่ยงกับน้ำขันสองขันหรอก แต่มันจำเป็นในเมื่อหากไม่อาบก็คงนอนไม่หลับ หญิงสาวตัวสั่นสูดปากขณะแต่งตัว เสื้อยืดแขนยาวกับกางเกงขายาวปกปิดเรือนร่างได้แต่มันยังไม่อุ่นพอเธอจึงเอาผ้าห่มมาคลุมตัวขณะชโลมผิวด้วยครีมบำรุงผิวเนื่องจากน้ำอุ่นทำให้ผิวแห้ง ยังไม่ทันเรียบร้อยดีก็มีเสียงเคาะประตูตามด้วยเสียงเรียก

“ผึ้ง ผึ้ง ออกมาล้างแผลเสียดีๆ”

เธอชะงักก่อนจะร้องตอบออกไป “ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องลำบาก เดี๋ยวจัดการเอง”

อีกฝ่ายเงียบเสียงไป มีเสียงเปิดปิดประตูอยู่ข้างนอก พัทธมนรอจนกระทั่งเสียงเงียบไปเธอจึงค่อยๆ เปิดประตูออกมา แต่แล้วร่างสูงสง่าที่ยืนก้มหน้ามองกระดาษแผ่นหนึ่งอยู่อย่างตั้งใจก็เงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ

เขาหลุบตามองแขนของเธอ “นึกว่าจะไม่ออกมาเสียแล้ว มานี่สิ เดี๋ยวผมล้างแผลให้” ว่าแล้วก็วางกระดาษในมือลงบนโต๊ะข้างกล่องยา หยิบเอาถุงพลาสติกบรรจุสำลีออกมาจากกล่อง

แสดงว่าเขาเตรียมพร้อมแล้วและคิดว่าเธอต้องออกมา หรือไม่อีกทีก็คงจะรอจนกกว่าเธอจะออกมา ไม่หรอก...เขาจะมารอทำไมในเมื่อตัวเองขับรถมาตั้งไกล น่าจะเหนื่อยอ่อนเพลียจนไปหลับเอาแรงไม่สนใจกับสิ่งใดอีก

“เดี๋ยวฉันจัดการกับตัวเองได้ค่ะ คุณไปพักผ่อนเถอะค่ะ” เธอบอกและเดินมายืนเว้นระยะห่างจากเขาประมาณเมตรกว่า

“จะไล่ทำไม๊” เขาทอดเสียงสูงยาว ท่าทางบอกว่าจะไม่ทำตามที่เธอบอก แถมยังปักหลักดึงเอาสำลีออกมาพร้อมกับขวดแอลกอฮอล์ แต่แล้วคนที่ทำท่าขึงขังก็มีสีหน้าไม่แน่ใจ เงยหน้าขึ้นถาม

“ใช้แอลกอฮอล์อย่างเดียวใช่ไหม”

พัทธมนอดไม่ได้จึงยิ้มขำออกมา ก็ใครจะไปรู้ว่าคนที่ทำเป็นตัวตั้งตัวตีจะล้างแผลแต่ไม่ยักกะรู้ว่าจะต้องล้างด้วยอะไร ที่น่าขำอีกอย่างคือเธอก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะไม่เคยได้รับบาดเจ็บแล้วต้องเข้าโรงพยาบาลไปล้างแผล

“ไม่เคยเป็นแผลแล้วให้หมอล้างแผลสักทีค่ะ” บอกไปตามตรง

“แล้วกัน ไอ้ผมน่ะรึ ตอนเด็กก็เป็นแผลให้ตาพาไปหาหมอบ่อยๆ แต่ไม่เคยจำสักที รู้แต่ว่าเวลาถูกล้างแผลแล้วแสบเป็นบ้า ยิ่งโดนเย็บแผลนี่เจ็บชะมัด” ‘ดีนะว่าพยาบาลสวย’ เขายั้งประโยคนี้ไว้ได้ทัน

“แต่ไม่เป็นไร แอลอกอฮอล์นี่แหละ พระเอกตัวจริง” เขาสรุปหน้าตาเฉยแล้วพยักหน้าให้เธอเข้าไปใกล้ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังลังเลเขาจึงดึงแขนเธอเข้าไปกดตัวให้นั่งบนเก้าอี้ จากนั้นลากเก้าอี้เข้ามาใกล้ทรุดตัวนั่งลงตาม

พอเขาจับมือเธอขึ้น ก้มหน้าลงมากลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนกายบุรุษก็ลอยมาแตะจมูก พัทธมนเอนตัวไปติดพนักเก้าอี้ ไม่ใช่ว่าไม่คุ้นเคยกับการใกล้ชิดผู้ชาย เพราะน้ำปิงเป็นเพื่อนชายที่สนิทถึงขั้นเล่นหยอกจับไม้จับมือ แต่เพราะตอนนี้มีเพียงเธอและเขาสองคน แถมพิทักษ์เพิ่งสร้างความหวาดกลัวจนกลายเป็นชิงชัง ทำให้เธออดกลัวไม่ได้

แต่ในเสี้ยวหนึ่งของความรู้สึก พัทธมนไม่แน่ใจตัวเองว่ามันมีบางอย่างที่แปลกออกไประหว่างพิทักษ์กับผู้ชายคนนี้ นึกตำหนิตัวเองในใจที่เผลอให้คะแนนความไว้วางใจพันตะวันมากกว่า

“อุ๊ย” เธอกระตุกแขนกลับเมื่อเขาแตะสำลีลงบนแผล

“ขอโทษที ผมทำแรงไปใช่ไหม”

โธ่เอ๊ย! แล้วก็ทำเป็นพูดเหมือนตัวเองเก่งนัก พัทธมนแอบค่อนในใจกับท่าทางเก้ๆ กังๆ ของคนเอ่ยเหมือนลุแก่โทษ

“ฉันบอกแล้วว่าทำเอง” เธอทำเสียงดุ เพื่อกลบเกลื่อนความคิดที่อยู่ข้างใน ทั้งที่อีกฝ่ายไม่มีทางล่วงรู้

“น่า...จะปล่อยให้งมทำเองแล้วผมไปนอนหลับสบายได้ไง พามาด้วยแล้วก็ต้องดูแลดีๆ สิ ยายดวงพรยิ่งฝากฝังไว้เยอะอยู่ด้วย รู้ไหมว่าทั้งสองคนเห่อคุณมากเลยนะ สงสัยจะตื่นเต้นที่เห็นผมพาผู้หญิงไปบ้านเป็นครั้งแรก”

พัทธมนขมวดคิ้วเงยหน้าขึ้นมองเขา แต่คนพูดทำทีเป็นสนใจกับหน้าที่ซึ่งรับอาสาเองราวกับเป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำคัญเสียเหลือเกิน

“ฉันง่วงนอนแล้วนะคะ ใกล้เสร็จหรือยัง” เธอเอ่ยเตือนเสียงหนักเมื่อเห็นว่าเขาจะอ้อยอิ่งเกินเหตุพร้อมกับขยับแขนเข้าหาตัวแต่เขารั้งไว้

“พันแผลก่อน เดี๋ยวผ้าห่มโดนแผลจะเจ็บเอา ไหนจะเชื้อโรคอีก อันตรายรู้ไหม” ชายหนุ่มทำเสียงเหมือนเตือนเด็กคนหนึ่ง

“เร็วๆ สิคะ”

“คร้าบบบ แป๊บนึง” พูดพลางหยิบผ้าก็อซที่เตรียมไว้มาพันรอบแผลและแขนอย่างนุ่มนวลก่อนจะยึดด้วยสก็อตเทปปิดแผล “เรียบร้อย” บอกอย่างภาคภูมิใจก่อนจะเงยหน้าสบตาแวววาวกับหญิงสาว

“ขอบคุณค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ” พัทธมนเสหลบตามองที่แผล แล้วลุกขึ้นเอ่ยลาดื้อๆ

“ราตรีสวัสดิ์ครับ นอนหลับฝันดีนะ แล้วไม่ต้องรีบตื่นหรอก พรุ่งนี้พักผ่อนก่อน” พันตะวันเอ่ยไล่หลังคนที่หมุนตัวเดินเข้าห้องไป

เมื่อกลับเข้าไปในห้อง พัทธมนก็ไม่สนใจจะจัดกระเป๋าเสื้อผ้าเข้าตู้ที่ตั้งอยู่ชิดผนังเพราะความอ่อนเพลียรุมเร้า เธอล้มตัวลงนอนห่มผ้าสองผืนเหน็บชายจนเหมือนหนอนในปลอก ข้างนอกยังมีเสียงกุกกักและเสียงเดินไปมา ไม่ถึงห้านาทีทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด แต่พัทธมนยังไม่หลับเพราะเธอกำลังนึกถึงสัมผัสใกล้ชิดยามทำแผลให้ แม้จะเก้ๆ กังๆ ไปบ้าง แต่ทำไมนะเธอถึงรู้สึกได้ถึงความตั้งใจ ความห่วงใยที่แผ่ออกมาจากปลายมือแข็งแรงคู่นั้น...

*******************


Tags: โรแมนติก, อนุรักษ์ธรรมชาติ, การจัดการป่าร่วมกับชุมชน




<< บทที่ 5 : จดหมายจากพ่อ   บทที่ 7 : พันตะวันเดือด >>
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 23 ก.พ. 2555, 07:18:41
แก้ไขครั้งล่าสุด : 23 ก.พ. 2555, 07:20:17
จำนวนการเข้าชม : 316

konhin  23 ก.พ. 2555, 07:52:17  
น่ารัก


wane  23 ก.พ. 2555, 09:22:27  
หัวหน้าโตน่ารักเจงๆ ค๊า


Zephyr  23 ก.พ. 2555, 10:04:19  
พี่โตทำหนูผึ้งหวั่นไหวแล้ว
แหม อิจฉา หวานกันไป หยอกกันไป
กลับไปคราวหน้าสงสัยยายกะตาจะได้หลานสะใภ้ ฮ่าๆๆ


anOO  23 ก.พ. 2555, 11:51:02  
อีกไม่นานบรรยากาศคงเยียวยาแผลยัยผึ้งได้


อริสา  24 ก.พ. 2555, 07:48:13  
พี่โตดูแลดีจัง น่าอิจฉา แต่ท่าทางหนูผึ้งจะต้องรับศึกกับขบวนสาวๆของพี่โตอีกเยอะ


muLaTAE  27 ก.พ. 2555, 16:24:12  
ทำเป็นดูแล เนอะ



ถ้าจะแสดงความคิดเห็น ขอให้ เข้าระบบ ก่อนครับ
Windygallery's website
รายละเอียดการสมัครสมาชิกแบบ VIP Member
Facebook Group ของชาวเว็บเลิฟ
แนวทางของเว็บเลิฟในอีกห้าปีข้างหน้า
eLove - นิยายออนไลน์รวมเล่มแจกฟรีแบบอิเล็คทรอนิกส์จากเว็บเลิฟ!